ใครมีเคล็ดลับการลงทุนบ้างครับ?

อยากลงทุนแต่ไม่รู้ว่าจะลงทุนด้านไหนดี อยากทำให้เงินงอกงามครับ

คำตอบ

  • ออฟชั่น

    ไปเจอมา เห็นว่าดีเลย เอามาาฝากครับ


    แชร์แนวทางการลงทุน จากเงินเริ่มต้น 2แสน เป็น 20 ล้าน ในเวลาไม่ถึง 10 ปี


    ก่อนอื่น ขอออกตัวเลยนะครับว่าไม่ได้เซียนที่ไหน เพราะคิดว่าใครหลายๆคนในห้องสินทรนี้ก็มีผู้ประสบความสำเร็จมากกว่าผมเยอะแยะ แต่ที่มาเล่าวันนี้คือ อยากจะแชร์ประสบการ์ณตรง และ บอกว่าช่วงนั้นผมคิดอะไรอยู่ ถึงได้ผ่านเหตุการ์ณเหล่านั้นมาได้


    บทที่ 1 การก้าวเข้ามาลงทุน ครั้งแรก


           เหตุที่ทำให้ผมเข้ามาลงทุนครั้งแรกเลย คงต้องย้อนกลับไปเหมือน 7-8 ปีก่อนครับ ช่วงนั้นคุณพ่อล้มป่วยไม่สามารถทำงานได้ แล้ว ทิ้งพอร์ตหุ้นมาให้ผมดูแล ด้วยความที่ไม่มีความรู้เลยไม่กล้าถือหุ้นเหล่านั้นนาน ตัดสินใจขายมันหมดพอร์ตเลยครับ หลังจากที่ขายก็เอาเงินไปคืนกงสีนะ เพราะมันไม่ได้เป็นเงินส่วนตัวของผม เพราะฉะนั้นเงินก้อนนี้ไม่ได้นับว่าอยู่ในเงินลงทุนของผมเลย หลังจากนั้นก็ตามดูหุ้นพวกนั้นว่ามันเป็นไงต่อไป ปรากฏว่าหลายๆตัวก็ตกไปเยอะเลยครับ บางตัว ตอนนี้ก็ออกจากตลาดไปแล้ว แต่ก็มีตัวที่ขึ้นไปเป็น 100-200% ทำให้เกิดความสงสัยว่าทำไม หุ้นแต่ละตัวมีความแตกต่างกันขนาดนี้ ต่อมาถ้าจำไม่ผิดช่วงปี 2009-2010 น้องสาวก็มาบอกว่าเค้าได้ข่าววงในจากกลุ่มเพื่อนเค้าว่า หุ้น CPF จะขึ้นเยอะ ผมก็ลองซื้อดูสักหน่อย จำได้ว่า ราคา CPF ประมาณ 9-10 บาท ตอนนั้นซื้อไม่เยอะครับ แค่อยากลองปรากฏว่า CPF ขึ้นไปหลาย % จริงๆ ครับ ขึ้นมาถึง 22 บาทภายในเวลา 1 ปี ผมก็ถือมาแบบลุ่มๆดอนๆไม่ได้อะไรนะคือ เพราะไม่มีความรู้ และ ไม่มีคนบอกด้วยว่าเป้าเท่าไร ถือแบบ งงๆ จนมาถึงวันที่ ญี่ปุ่นโดนซึนามิ นั้นแหละครับท่านผู้ชม โบรกเกอร์นี้โทรมาทันทีบอกว่า อันตรายมากให้รีบขาย จะเหลือเหรอครับ ขายขาดทุนกำไรไปหลายบาทเลย หลังจากนั้นก็เลยบอกกับตัวเองว่าจะไม่เชื่อโบรกอีกต่อไปและจะต้องเข้าใจเรื่องหุ้นด้วยตัวเองให้ได้


    บทที่ 2 หุ้นเปลี่ยนชีวิต ตัวแรก


           หลังจากเหตุการ์ณขายหมู ก็เลยตัดสินใจ หาซื้อหนังสือมาอ่านครับ เปิดเข้ามาในห้องนี้แหละ ก็มีคนแนะนำ หนังสือ "ตีแตก" ของ ดร นิเวศน์ อ่านไปก็เห็นชอบแนวการลงทุน แบบ VI ทำให้เข้าใจว่า จริงๆแล้ว ราคาหุ้นจะขึ้นจะลง มันต้องขึ้นอยู่กับกำไรและผลประกอบการของบริษัท แต่ขอสารภาพตรงๆว่าอ่านงบการเงินไม่เป็นเลยครับช่วงแรก เลยใช้วิธี ลอกหุ้นตามเซียน ลอกตาม ดร นิเวศน์ เลยครับแรกๆ ช่วงนั้นเรียนจบมาสักพักทำงานแล้วก็เอาเงินเก็บนั้นแหละ ซื้อหุ้น jmart แถวๆเกือบ 3 บาท ทีนี้พอซื้อแล้วก็เหมือนมือใหม่ทั่วไปครับ เปิดดูทุกวัน วันไหนหุ้นตกหนักๆ ก็พยายามอ่านหนังสือ ทำความเข้าใจ พอปรับ mindset ตัวเองได้ความกังวลก็น้อยลง ถึงขนาดที่ทำตาม ดร นิเวศน์ บอกเลย บางครั้งก็เดินไปดูกิจการว่ายังขายดีอยู่ไหม ปรากฏว่า ช่วงปีนั้น jmart ทำกำไรและเติบโตได้ดีมาก หุ้นขึ้นไปจากวันที่ผมซื้อถึง 700-800% บอกตามตรงว่าในใจอยากจะขายตั้งแต่กำไร 100% ละ โชคดีที่อ่านหนังสือมา คือ ตราบเท่าที่กำไรมันยังโตดีอยู่ผมบอกกับตัวเองให้ถือทนรวยต่อไป


    ขออนุญาติ ลงรูปประกอบนะครับ นี้คือพอร์ตเมื่อช่วงนั้น ส่วนหุ้นตัวอื่นในพอร์ตจะทยอยเล่าให้ฟังในบทต่อๆไปครับ



    สุดท้าย ก็มาถึงจุดที่ต้องแยกทางกันเพราะ กำไรของ jmart เริ่มลดลง ผมพยายาม หาข้อมูล เพราะ operator 3 รายใหญ่นำมือถือมาขายราคาพ่วงกับโปรโมชั่น หลายรุ่นโดยเฉพาะ iphone และ sumsung ทำให้ยอดการขายตก ผมยอมรับครับว่า ขายไม่ได้แพงที่สุดและเป็นคนที่ขายหุ้นช้ามาก ค่อยๆทยอยขาย มัวแต่รักหุ้นอยู่ครับ เพราะฉะนั้นหลังมานี้จึงเลือกหุ้นแบบคัดแล้วคัดอีกเพื่อจะได้ไม่ต้องมานั้งขายบ่อยๆ


    บทที่ 3 หุ้นเปลี่ยนชีวิตตัวที่ สอง


           ผมไม่ได้เป็นคนที่ซื้อหุ้นทีละตัวแล้วขายก่อน ถึงค่อยมาซื้อตัวใหม่ ส่วนใหญ่คือซื้อหุ้นกระจายไปอย่างกับ กองทุน จนเพื่อนล้อว่านี้พอร์ต กองทุนรวมปะเนี้ย ผมก็คิดว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงไปในตัว แต่มันก็ทำให้พอร์ตผมโตช้าไปจริงๆแหละ เพราะไม่ได้เล่นแบบ focus เท่าที่ควรตอนที่ทุนเราน้อยอยู่ครับ (ซึ่งผมนำมาแก้ไขในบทต่อๆไป) ผมใช้เงินเดือนกับเงินโบนัสมาซื้อหุ้นด้วย แรกๆซื้อหุ้นแบบ one time โดยซื้อแล้วไม่ค่อยได้ซื้อเพิ่มหรือซื้อเพิ่มก็ไม่ได้เยอะมาก หุ้นตัวที่ 2 ที่อยากจะพูดถึงนี้ก็ซื้อไล่ๆกับ Jmart ตัวนี้คือ CPN หรือ หุ้น Central นั้นแหละ ผมซื้อตอนที่ Ctw โดนเผาห้าง ไม่ได้ซื้อที่ต่ำสุดเช่นเคย และไม่ได้ซื้อทันทีที่มันลงด้วย ผมรอจนมันเริ่มเด้งขึ้นมาสักพักนึงจึงค่อยซื้อ เพราะกลัวรีบเอามือไปรับมีดที่ตกจากฟ้าลงมามันจะทะลุ รักษาไม่หายครับ ด้วยความที่เริ่มจะอ่านงบการเงินเป็นในระดับนึงและเข้าใจว่า ราคามันลงเพราะอะไร แค่เหตุการ์ณชั่วคราว คนตกใจ panic sell กันไปเอง ผมก็จัดมาแถวราคา 25 บาทต่อมาเก็บเพิ่มอีกเล็กน้อย ตอนนั้นหุ้น CPN ยังไม่ได้แตก par ด้วยนะครับ ไม่รู้ทำไมด้วยความสามารถอ่านงบการเงินอันน้อยนิดตอนนั้น รู้สึกว่า CPN นั้นราคาถูกกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ไปเยอะ พยายามเอาเงินที่พอจะหาได้ไม่ว่าจะเงินเดือน ไม่ว่าจะโบนัสไปซื้อ และ ยังแนะนำให้คนรู้จักใกล้ตัวไปซื้ออีก แต่เพื่อนๆในช่วงนั้นกลับสนใจ หุ้นขวัญใจมหาชนกันอยู่ก็คือ jas ช่วงราคา 2 บาท ในความเป็นจริง คือใครซื้อ jas ช่วงนั้นแล้วอดทนถือยาวมาขายตอน 10 บาทผมว่า รวยกว่าอีก เพียงแต่คนส่วนใหญ่มาขายหนีตายตอนมันตกมา บาทกว่า เสร็จก็ไม่เข้าไปกันอีกเลย จนมันเริ่มจะสูงถึงกลับมาซื้อกันใหม่ ตามคอนเซ็ป… ก็เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีใครฟังผม สุดท้าย CPN ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปถึง 80+ บาท แล้วก็แตก par เพิ่มหุ้นให้เท่านึง ทุนผมจาก 25-28 ก็ตกมาเหลือแค่ประมาณ 13-14บาท ผมก็เลยจัดเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อย หลังจากราคาวิ่งมาแถว 20 บาท ทำให้ค่าเฉลี่ยต่อหุ้นปัจจุบ้นอยู่ที่แถว 15 บาท ถึงจะมีช่วงที่ราคาขึ้นๆลงๆ บ้างก็ตามแต่ เพราะกำไรไม่เคยตกทำให้เป็นหุ้นตัวแรกๆของพอร์ตที่ผมซื้อแล้วยังถือมาถึงทุกวันนี้


    รูปนี้เพิ่งถ่ายตะกี้ครับ ช่วงบ่าย เป็นรูปล่าสุดสดๆร้อนๆเลย 6/12/2559


  • ออฟชั่น
    zombieManzombieMan โพสต์: 57
    แก้ไข มกราคม 20 124.121.191.201

    บทที่ 4 การขายขาดทุนในวันนั้น กลายมาเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ สำหรับผมในวันนี้


        เล่าเรื่องความสำเร็จเยอะแล้ว ขอเล่าเรื่องความล้มเหลวมั้ง มาวันนึงผมไดัพบกับบทเรียนครั้งใหญ่ที่ทำให้ผมไม่มีวันลืม ผมลงทุนพลาดขาดทุนไปเป็นแสน ซึ่งช่วงนั้นต้องบอกว่า เครียดแทบนอนไม่หลับเลย แบบว่าจิตตกมาก สมองมันคิดตลอดว่าเงินแสนกว่าจะหาได้ทำงานกี่เดือน เรื่องมันมีอยู่ว่าผมไปซื้อหุ้น IT ( IT City ) หุ้นขายคอมพิวเตอร์ ยอมรับว่าตอนนั้นยังใช้สูตร ลอกหุ้นตามเซียนอยู่ก็คือลอก ดร นิเวศน์ แบบว่าเค้าคือ มายไอดอล 555+ แต่ ผมไม่รู้หรอกว่าทุน ดร แกอยู่แถวไหน และผมไม่ได้เข้าใจอะไรมันเท่าไร เห็นแกติดชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผมก็ใส่ทันทีด้วยความที่เป็นคนชอบเล่นคอมอยู่แล้ว เราได้เป็นเจ้าของร้านขายคอม สุดยอดดดด แต่แล้วด้วยความที่ เทคโนโลยี มันไปไวมาก คนเปลี่ยนจากซื้อคอมมาเล่น มือถือ แท็บเล็ต กันหมด ผมจัดไปแถว 11 บาท ราคาค่อย ร่วงลงมาแถว 8-9 บาท บอกตามตรงตอนนั้นยัง 2 จิตสองใจ แล้วทำไงครับผมเนี้ยเดินไปดูกิจการตามสูตรเดิมเป๊ะเลย ที่พารากอน ครับ ข้างร้าน Jmart คือไปทีเดียวได้นก 2 ตัว นกตัวนึงขายดีถามไรตอบได้หมด ส่วนนกอีกตัวนั้น… ผมยังจำได้เลยผมไปเทียบราคา external hard disk ยี่ห้อนึงบอกเค้าว่า ที่ร้านอื่น เค้าขายถูกกว่านี้ตั้งหลายร้อย ของคุณเหมือนกันทุกอย่างแล้ว ทำไมผมต้องซื้อคุณ ร้านก็อยู่ในห้างเหมือนกันด้วยนะ เจอคำถามนี้ไป พนักงานก็ได้แต่ยิ้ม… ถ้าตอบมาประมาณว่าเนื่องจากเรามีสาขาเยอะกว่า ร้านอื่นทำให้ เวลาส่งซ่อมลูกค้ามีจุดบริการที่เยอะกว่า อะไรประมาณนี้ไถ่ๆไปได้ แบบว่าอาจจะพอขายได้ แต่นี้ไม่ฝึกพนักงานเลย แถม อุปกรณ์คอมพิวเตอร์นี้การแข่งขันสูงมากนะครับ ขนาดในพันทิป นี้ต่างกันแค่ 100-200 แทบขายไม่ออกเลยนะ ด้วยความรู้สึกแบบไม่ประทับใจวันนั้นกลับบ้านมานอนคิดคืนนึง ตื่นตอนเช้าขายทิ้งขาดทุนทันที แถว 8 บาทกว่าโดนไปแสนกว่า ยอมรับครับถ้าตัวนี้เป็นหุ้นตัวแรกของผม ผมอาจจะเลิกเล่นหุ้นไปเลยก็ได้ เพราะเงิน เริ่มต้นแค่ 2แสนมาโดนขาดทุน แสนกว่าไม่รู้ว่าความคิดจะเตลิดไปถึงไหน แต่แล้วก็ยังไม่จบ ตามนิสัยส่วนตัวของผม ผมก็แอบตามดูสถานการ์ณหุ้นตัวนี้อยู่เนื่องๆ ปรากฏว่า เป็นไปดังคาด ราคาหุ้นตกลงไปเรื่อยเพราะ กำไรลดลง ถึงขนาดที่ว่าปี 57 บริษัท ขาดทุนถึง -11.33 ล้าน และราคาร่วงไปถึง 2 บาทกว่า นี้ถ้ายังถืออยู่ ทุน 11 บาท คงร้องไห้หนักมาก ทำให้ทุกวันนี้ผมรู้สึกโชคดีมากที่ตัดสินใจขายทิ้งไปก่อนที่จะรอให้มันตกมาถึงขนาดนี้ได้ และ หุ้นตัวนี้ทำให้ผมคิดถึง วอเรน บัฟเฟตต์ ทันทีเลย ที่บอกว่า บัฟเฟตต์ หลีกเลี่ยงการซื้อหุ้นในบริษัทเทคโนโลยี เพราะ เขาไม่เข้าใจเทคโนโลยีใหม่ ๆ และไม่รู้ว่าบริษัทเหล่านั้นจะทำกำไรได้อย่างไร แต่ในความเห็นของผมนะ ผมไม่คิดว่าหุ้นเทคโนโลยีทุกตัวจะซื้อไม่ได้ เพียงแต่เราต้องเข้าใจมันให้ดีก่อน

           

           ยกตัวอย่างหุ้น Google ก็ได้ มันเคยราคาประมาณ $160 ในช่วงปี 2008 (วิกฤตเศรษฐกิจโลก) แต่หลังจากนั้น มันก็ขึ้นมาตลอดจนกระทั้ง ล่าสุด ราคาอยู่ที่ $760 หรือขึ้นมา 300-400% ในเวลา 8 ปี ถ้าเราเข้าใจมันก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่ยอดเยี่ยม ที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีกว่า 40% มันอยู่ที่ว่าคุณเข้าใจมันมากน้อยแค่ไหน พอพูดมาถึงจุดนี้แล้ว ก็ขอเล่าเรื่องที่ผมได้อ่านมาจากในเพจหุ้นเพจหนึ่ง ที่เค้าใช้นามปากกาว่า นักเก็งลำไย เค้าบอกว่า


        มันไม่มีของหรอกไอ้ High Risk High Return หน่ะ มันเป็นแค่ภาพลวง  เพราะHigh Risk ยิ่งคุณเสี่ยงมาก มันเท่ากับคุณเพิ่มโอกาสโคตรเสี่ยงให้กับการเทรด/การลงทุนของคุณต่างหาก!  โคตรเสี่ยงยังไง?…ก็จริงอยู่ที่ถ้าคุณเพิ่มความเสี่ยงด้วยเม็ดเงินที่มากขึ้น มันจะเท่ากับเม็ดเงินของกำไร/ขาดทุนก็มากขึ้นตาม…แต่!! คิดให้ดีดีนะ สมการมันยังไม่สมบูรณ์นะ ลองคิดดีดี


        แต่ของจริงคือ High Understanding High Return ต่างหากครับ! ที่จะทำให้คุณลงทุน/เทรดในตลาดหุ้นแล้วประสบความสำเร็จ เพราะถ้าคุณมีความรู้น้อยในการเทรด/การลงทุน มันก็จะทำให้คุณไม่เข้าใจตลาด พอไม่เข้าใจตลาดคุณก็ Action มั่วซั่ว แล้วมันก็ไม่เกิดการพัฒนาไง นี้แหล่ะ Key สำคัญเลย เพราะการ เข้าใจอย่างแท้จริง มันนำไปสู่การพัฒนาที่ถูกต้อง เมื่อคุณมีทักษะในการเทรด/การลงทุนที่มากขึ้น โอกาสที่จะชนะย่อมมากขึ้นตามถูกมั้ย? ละเดี๋ยว Return มันจะมากขึ้นตามไปเอง…



    ใครอยากอ่านเต็มๆลองไป search หากันเอาเองนะครับ หลังจากนั้นผมก็ตั้งใจศึกษาหุ้นที่ผมจะซื้อทุกตัวอย่างละเอียดและต้องเข้าใจก่อนซื้อทุกครั้งครับ

       

  • ออฟชั่น

    บทที่ 5  KTC หุ้นของผู้บริหารคนใหม่


        หุ้นตัวนี้เป็นหุ้นเดียวเลยที่ผมขายทิ้งแล้วต้องย้อนกลับไปซื้อใหม่ ในราคาที่แพงขึ้นไปอีกกว่า 300% ย้อนกลับไปตอนที่ ktc ราคาแถว 14 บาทน่าจะประมาณปี 54 ผมซื้อไว้แล้วก็ติดดอยครับ จำไม่ได้ว่ามันมีช่วงที่ลงมาเหลือราคาเท่าไร แต่แล้วราคามันเริ่มไตร่ขึ้นมาจากการเปลี่ยนผู้บริหาร พอหุ้นขึ้นมาแถว 16 บาทเท่านั้นแหละ ผมรีบขายแบบหนีตายเลยครับ ขอบคุณท่านผู้บริหาร คุณหมอ ระเฑียร ศรีมงคล ที่ทำให้ผมรอดตายแถมกำไรนิดหน่อย ดีใจน้ำตาไหล หารู้ไหม นั้นเป็นแค่ความสุขระยะสั้น แล้วมันได้กลายเป็นความเจ็บปวดระยะยาว ด้วยความที่ ผู้บริหารเก่งมากหุ้นตัวนี้พลิกกลับมาเป็นหุ้นเติบโตทันที กำไรจากหลัก ร้อย ล้าน กระโดดไป หลักพันล้านและแตะสองพันล้านในเวลาแค่ 3 ปี ผมนี้ยังคงนิสัยเดิมตามหุ้นตัวนี้หลังจากที่ขายทิ้งไปสักระยะ ก็รู้ว่า ขายหมูตัวใหญ่มากกกกแล้วตู ทำไงครับ ตัดสินใจกลับไปซื้อที่ราคา 62 บาท ทำใจกลับมาซื้อช้าไปเยอะเลยครับ แต่กลับมาครั้งนี้มั่นใจว่าไม่พลาดหลังจากดูกำไรและการเติบโต ที่สำคัญเชื่อมือคุณหมอ แล้ว คุณหมอก็มาตามนัด ปี 57-58 ราคาหุ้นวิ่งจาก 62 มาพีคสุดที่ 106 บาทแล้วจบปีแถว 97 บาท ปัจจุบัน หุ้น ktc เป็นหุ้นเติบโตไปเป็นเด้ง แถมยังเป็นหุ้นที่ให้ปันผลดีเกือบที่สุดใน พอร์ตผมตัวนึงเลย ประสบการ์ณครั้งนี้สอนให้ผมรู้ว่า ผู้บริหารที่เก่งและดีมีความสามารถ สำคัญต่อการตัดสินใจซื้อหุ้นมาก หุ้นตัวเดียวกัน ธุรกิจตัวเดียวกัน เปลี่ยนหัวเรือใหญ่เท่านั้นเปลี่ยนเป็นหุ้นคนละตัว มันคือหุ้นของผู้บริหารคนใหม่อย่างแท้จริง !!!


    สุดท้ายผมก็ยังถือ KTC ยาวมาถึงทุกวันนี้ครับ


    งบการเงินสุด wow ของ Ktc


  • ออฟชั่น

    บทที่ 6 เมื่อศิษย์พร้อมอาจารย์จะปรากฏ

        

    ในบทนี้ จขกท ต้องขอ งดพูดเรื่องหุ้นรายตัวไปก่อนนะครับ ขอเล่าประสบการ์ณอย่างนึงให้ฟัง ในช่วงเวลาการลงทุนของ จขกท อ่านหนังสือมาหลายเล่มมากๆ มีหลายเล่มที่อ่านแล้วลืม บางทีต้องหยิบกลับมาอ่านอีก มีเล่มนึงกล่าวถึง กฏแห่งการดึงดูด ถ้าจำไม่ผิด เล่มนี้ชื่อว่า the secret เค้าอธิบายว่า โลกของเรามีแรงดึงดูดที่เป็นพลังงานที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าได้ แต่เราสามารถสัมผัสมันได้ เช่น ถ้าเราคิดคำนึ่งหรือกังวลเรื่องใดเรื่องหนึ่งบ่อยๆ เรื่องนั้นมักจะเกิดขึ้นจริง ดังนั้น ถ้าเราเปลี่ยนจากการคิดถึงเรื่องไม่ดีบ่อยๆมาเป็น คิดถึงแต่เรื่องดีบ่อยๆ คลื่นความคิดเราก็จะเปลี่ยนเป็นแรงดึงดูด ดูดสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต อันนี้คือสรุปย่อๆมาให้อ่านกัน แต่ในเคสของ จขกท ขอพูดว่าอย่างนี้ครับ

    ถ้าเราสนใจเรื่องใดเป็นพิเศษ เราให้เวลากับมัน ศึกษาค้นคว้ามันอยู่เรื่อยๆ มันจะมีแรงดึงดูดให้เราได้เจอคนที่สนใจเรื่องเดียวกับเราครับ มันก็เป็นธรรมดาอยู่แล้วครับ คนประเภทเดียว ชอบอะไรเหมือนกัน ก็จะมาอยู่รวมๆกัน ยิ่งเอาไปรวมกับ กฏ เราคือค่าเฉลี่ยของคนที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุด 5 คน ยิ่งสำคัญเข้าไปใหญ่เลยครับ เพราะถ้ายิ่งคนสนิทของเรา 5 คนเป็นคนเก่ง เราก็จะพัฒนาได้เร็วมากๆ เพราะฉะนั้นพยายามพาตัวเองไปอยู่ในสังคมแห่งความสำเร็จ


        แล้วมาวันนึงไม่รู้เพราะกฏแรงดึงดูดหรืออะไรก็ตาม ในขณะที่ผมกำลังกังวลกับราคาหุ้นขึ้นๆลงๆในพอร์ต ผมก็ได้เจอกับ บทความของบุคคลท่านนึงจากเพื่อนนักลงทุนของผม เห็นเค้าไป Like กันใน FB ก็เลยตามไปอ่าน  หลังจากได้อ่านบทความของนักลงทุนท่านนี้ ทำให้ผมปลดล๊อกการเก็งกำไรราคาหุ้น ออกจากหัวและนำเทคนิคการลงทุนแบบใหม่นั้นก็คือ การซื้อหุ้นแบบ DCA (dollar cost average) ในหุ้นที่มี CA (competitive advantage) หลักการคล้ายๆซื้อเฉลี่ยลงไปแล้วให้ดอกเบี้ยมันทบต้น ในหุ้นเติบโตที่มีความแข็งแกร่ง แต่ผมจะไม่อธิบายอะไรมากนะครับ ในส่วนนี้ค่อยไปติดตามได้ในเพจ ของ จขกท อีกทีละกันเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเล่าเรื่อง

        

        การได้อ่านบทความจากนักลงทุน ท่านนี้ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงชีวิตการลงทุนของผมพอสมควรเลย การลงทุนของผมก็นิ่งมากขึ้น มองภาพใหญ่มากขึ้น mindset ดีขึ้น พอร์ตทำผลงานได้ดีขึ้น มันเหมือนจะช้าในช่วงแรกๆ แต่เมื่อพลังดอกเบี้ยทบต้นทำงาน มันจะเร็วมากในปีหลังๆ (เพราะช้าได้ ถึงได้เร็ว) อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าถึงแม้จะไม่มีใครสอนเรา เราก็สามารถหาความรู้เองได้นะครับ โดยการอ่านหนังสือ หรือ ติดตามเพจดีๆ ฟังคลิปของคนที่ประสบความสำเร็จ ยิ่งหนังสือประเภท how to นี้ จขกท มีเยอะมาก บางครั้งเราอาจจะทำตามเค้าไม่ได้แต่เราแค่อยากรู้ว่าคนพวกนี้เค้าคิดอะไร แค่นั้นก็เพียงพอที่เราจะเอามาพัฒนา หลักการคิดของเราแล้วครับ จริงๆผมก็มีอาจารย์อีกหลายท่านนะ ที่ถือเป็น มายไอดอลเลย เช่น ดร. นิเวศน์, คุณ กวี ชูกิจเกษม, warren buffett, robert kiyosaki, michael porter หรือ กระทั่ง คุณเผ่า” ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ (ใครที่เขียนหนังสือดีๆมาสอนผม ผมนับเป็นอาจารย์หมด 555+) มันเป็นเหมือนช่วงเวลาที่ผมพร้อมเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งใหญ่แล้วความรู้บทใหม่ก็พุ่งเข้ามาหาผมทันทีเลย บทความดีๆสักบรรทัดนึงมันอาจจะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาลเลยก็เป็นได้



  • ออฟชั่น

    บทที่ 7 ตัดสินใจแล้วว่าจะเป็นคนเก่ง

        

        ใจจริงอยากเขียนเกี่ยวกับหุ้นรายตัวต่อไปนะครับ แต่เนื่องจาก จขกท มีโปรแกรมต้องเดินทางไป ต่างประเทศ ประมาณ 7 วัน หลังจากกลับมาก็คิดว่าจะ เขียนบท ต่อๆไปลงในเพจแทนแล้วกันนะครับ ไปติดตามกันได้ ในบทนี้ จขกท คิดว่าเป็น บทที่สำคัญมากๆในการเปลี่ยนชีวิตของ จขกท จึงเอามาลงไว้ก่อนอยากให้ทุกคนได้อ่านกัน


        ในระหว่างที่ จขกท กำลังศึกษาหุ้นจากหนังสือต่างๆในช่วงแรกๆ น่าจะประมาณ 5-6 ปีก่อนก็ได้ไปเจอข้อความสำคัญที่ทำให้รู้สึกว่ามันใช่เลย คิดว่าหลายๆคนก็คงเคยได้ยินกันมาแล้ว


        “Live as if you were to die tomorrow. Learn as if you were to live forever.”

        ― Mahatma Gandhi


        คือมันสะดุดตรง เรียนรู้ให้เหมือนกับจะมีชีวิตอยู่ตลอดกาล คือถ้าผมมีชีวิตที่เป็นอมตะ สิ่งแรกที่ผมควรทำคืออะไร?? ผมลองตั้งคำถามกับตัวเองดู แล้วก็ได้คำตอบว่า ผมต้องการเป็นคนเก่งและรวย แล้วเวลาที่เหลือมันจะเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขตลอดไป เป็นคนจนก็มีความสุขได้ อาจจะมีคนแย้งผมมาแบบนี้ เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง คือ ผมไม่เถียงตรงนี้หรอกนะครับ แต่ผมขอเลือกเป็นคนรวยที่มีความสุขแล้วกัน อย่างน้อยผมเชื่อว่าถ้าเป็นคนรวยผมยังสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้มากกว่าด้วย เข้าสิ่งต่างๆ เรื่องต่างๆได้มากกว่า ได้รับโอกาสที่มากกว่า หลังจากตัดสินใจได้แน่วแน่นแล้ว ผมเลยจัดเลยครับ ซื้อหนังสือมาอ่านเยอะๆ ไม่มีใครสอนเราก็อ่านหนังสือมันละกัน คิดว่าใครเก่งมีโอกาสเจอได้ก็ไปเจอ ทำตัวเป็นคนโง่ให้คนอื่นสอนให้มากที่สุด เพราะคิดว่าคงไม่มีใครอยากสอนคนที่ทำตัวอวดฉลาดหรอกจริงมะ ทำตัวเป็นแก้วที่น้ำไม่มีวันเต็ม และ เชื่อว่าเราไม่มีขีดจำกัดในการหาความรู้


        พอผมคิดได้ดังนั้นผมเอากระดาษ A4 ออกมากาง แล้วคิดว่า เป้าหมายเราได้แล้วแต่ไม่ชัดเจน เราต้องทำไงให้มันชัดเจนเป็นไปได้อย่างที่เราคิด ความฝันถ้าไม่มีวิธีการมันก็แค่ฝันกลางวัน เพราะฉะนั้นผมต้องทำให้มันต่างออกไป คนส่วนใหญ่พลาดตรงนี้แหละ คือ ไม่มีเป้าหมาย มีแต่ความฝัน หรือ มีเป้าหมายแต่ไม่มีวิธีการ เสร็จแล้วผมก็ ว่าแผนไปเลยว่าอีก 5 ปี ผมจะต้องมีเงินเท่าไร อีก 10 ปีผมต้องมีเงินเท่าไร แล้วผมก็มาหารเอาว่า แต่ละปีต้องเก็บเงินเพิ่มเท่าไร ต้องได้ผลตอบแทนเท่าไร แยกย่อยลงไปจนเป็นต่อเดือน ถ้าเดือนนี้ทำไม่สำเร็จเอาไปทบเดือนหน้าต้องทำให้ได้มากขึ้น ถ้าปีนี้ผลตอบแทนไม่ได้ตามเป้าปีหน้าต้องดีกว่าปีนี้ เวลาผิดพลาดตรงไหนต้องจดลงไป แล้วเราจะได้ไม่ผิดที่เดิมอีก แผนการไหนที่ใช้แล้ว work นำมาใช้อีก

        

        สูตรสำคัญในการลงทุนของผมก็เหมือนกับนักลงทุนแนว VI คนอื่นนั้นแหละ มันก็คือ


    1. เงินต้น

    2. เวลา

    3. ผลตอบแทน หรือ ดอกเบี้ย


    ถ้าคุณอยากจะเร็วคุณต้องให้ความสำคัญกลับสิ่งเหล่านี้มากๆ ถ้าใครมีข้อจำกัดในอย่างใดอย่างหนึ่งต้องหาข้ออื่นมาทดแทนให้ได้ เช่นคุณอายุเยอะแล้วคุณต้องหาเงินต้นและทำผลตอบแทนให้ได้มากเข้าไว้ ใน ขณะที่เด็กวัยรุ่นอาจจะมีเงินลงทุนน้อย แต่ระยะเวลาในการลงทุนยาวนานกว่า ผมรู้สึกโชคดีที่ผมมีทุกอย่างในระดับกลางๆ (ในความรู้สึกของผมนะ ) คือยังไม่ได้แก่ไป ส่วนเรื่องอื่นมันอยู่ที่ความพยายามล้วนๆ

        

        เงินต้นผมน้อยทำไง - ไม่ทำงานพิเศษเพิ่ม, ประหยัดอดออม

        ไม่มีความรู้ทำไง - อ่านหนังสือ, ดู youtube, หาไอดอลเอาเป็นตัวอย่างแล้วทำตาม

        เวลาไม่มีทำไง - ถ้าคุณมี passion มากพอ ตรงนี้คุณจะไม่มองว่ามันเป็นปัญหา


        สุดท้ายแล้วขอให้นักลงทุนทุกท่านประสบความสำเร็จ และ หวังว่า บทความของผมจะช่วยให้ใครสักคนนึงเห็นแนวทางที่จะไปใช้ในการพัฒนาตัวเองได้ ผมก็ดีใจมากแล้วครับ ยังไง ฝากติดตามหรือพูดคุยกันได้ในเพจนะครับ


    #Chrizano #มาลงุทนไม่ได้มาเล่นๆ

    https://www.facebook.com/investnotbet/



    ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Chrizano

  • ออฟชั่น
    AmmyyyyyAmmyyyyy โพสต์: 27

    คิดว่าควรลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (บ้าน คอนโด, ทาวน์โฮม, อาคารพาณิชย์)  เป็นการทำให้เงินที่มีอยู่เพิ่มมูลค่ามากขึ้น และทำให้ได้ Passive Income เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนแบบเสือนอนกิน โดยก่อนลงทุนอาจจะต้องเลือกทำเล และกลุ่มเป้าหมายของผู้เช่าเพราะจะเป็นตัวที่ทำให้ได้รายได้ หรือกำไรที่จะได้ ยิ่งถ้าคุณได้อสังหาริมทรัพย์ในราคาถูก แต่อยู่ในทำเลที่ดี จะทำให้คุณได้รายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถลงทุนได้หลากหลายวิธี

    • เก็บไว้เก็งกำไร : รอเวลาให้มูลค่าเพิ่มขึ้นแล้วปล่อยขาย
    • ปล่อยเช่ารายเดือน : ได้กำไรจากการปล่อยเช่าพร้อมเงินทุนในการจ่ายดอกเบี้ยในกรณีที่กู้เงินมาลงทุน
    • ปล่อยเช่ารายวัน : ปล่อยเช่าไปรายวัน จะได้การหมุนเวียนจากผู้เช่าหลายราย
    • ซ่อมแล้วขาย : คือการเอาที่อยู่ตกแต่งให้สวยงามแล้วปล่อยขายให้ได้


Sign In หรือ Register เพื่อแสดงความคิดเห็น